เปิดบันทึก ผมไม่ชอบกระดาษสีขาว ผมคิดว่ามันดูสะอาดเกินไปในสายตาผม (แต่ผมไม่ใช่คนสกปรกนะ) สีขาวมันให้ความรู้สึก เวิ้งว้าง ว่างเปล่า ไม่รู้สิ..ผมบรรยายมันออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่หรอก แล้วผมมีวิธีจัดการยังไงน่ะหรือกับกระดาษแผ่นสีขาวที่วางอยู่ตรงหน้า ผมก็แค่เอาดินสอมาละเลงลงไปน่ะสิ กระดาษก็ยังคงเป็นกระดาษแผ่นเดิม แต่ที่ต่างออกไปก็คือมันมีความรู้สึกนึกคิดของผมปนลงไปด้วย ความคิดของผมในรูปของตัวอักษร ผมเคยได้ยินประโยคที่ว่า คนที่ชอบอ่านก็มักจะชอบเขียน ผมเห็นด้วยกับประโยคนี้อย่างยิ่ง ผมว่ามันเหมือนกับการเติมน้ำลงในแก้วนะ ยิ่งผมอ่านมากขึ้นเท่าไร ก็เหมือนกับการรินน้ำลงไปในแก้วมากขึ้นเท่านั้น และในที่สุดน้ำก็จะเริ่มปริ่มขอบแก้ว ไม่สามารถรับน้ำหยดใหม่ลงไปได้อีก แล้วผมจะทำอย่างไรดีล่ะ ในเมื่อยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ผมต้องการอ่านแต่ไม่มีที่ว่างพอให้ผมรับมันได้อีกแล้ว พลันผมเหลือบไปเห็นรูเล็กๆ ข้างแก้วน้ำที่มีจุกปิดเอาไว้ ผมดึงจุกออก แล้วน้ำในแก้วก็ค่อยๆ ไหลออกมาตามรูนั้น ทีนี้ผมก็สามารถรินน้ำเติมลงไปในแก้วได้แล้ว แต่น้ำที่ผมปล่อยออกมาผมก็ไม่ได้ปล่อยให้มันไหลหายไปไหน ผมหาอะไรสักอย่างมารองรับน้ำเหล่านั้น ซึ่งมันก็คือกระดาษขาวแผ่นเมื่อสักครู่ยังไงล่ะ ปกติแล้วผมเป็นคนที่สมาธิสั้นมาก ถ้าจับเอามดแดงสักสิบตัวมายืนเข้าแถวหน้ากระดานแล้ววัดหนวดของแต่ละตัว หนวดตัวไหนที่สั้นที่สุดนั่นแหละสมาธิของผม จะเรียกผมว่าเป็นพวกไฮเปอร์ก็คงจะไม่ผิดนัก ประเภทที่ว่าต้องกระฉับกระเฉง เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ต้องพลังงานหมดนั่นแหละถึงจะสงบลงกับเค้าได้ ถ้าจะให้ผมนั่งจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างให้นาน มันก็คงจะยากพอๆ กับที่จะมีหิมะตกในประเทศไทย แต่น่าแปลกตรงที่ว่าเมื่อผมคิดที่จะเขียนอะไรขึ้นมาสักอย่าง เป็นต้นว่าเขียนรายงานส่งอาจารย์ สมาธิผมกลับมีมากพอที่จะเขียนมันให้เสร็จอย่างน่าเหลือเชื่อ ขนาดที่ตัวผมเองก็ยังตกใจกับปรากฏการณ์ประหลาดนี้เหมือนกัน ผมใช้สมาธิค่อยๆ เรียบเรียงลำดับความคิดในสมอง แล้วลำเลียงความคิดนั้นผ่านท่อนแขน ถ่ายทอดออกมาปรากฏเป็นตัวหนังสือได้ในที่สุด ผมเคยทึ่งในความสามารถของนักเขียนหลายๆ ท่านที่มีผลงานวางขายตามแผงหนังสือทั่วไป เพราะนั่นหมายถึงการที่พวกเขาสามารถกลั่นกรองความคิดออกมาในรูปของตัวหนังสือหลายล้านตัวและสามารถตรึงคนอ่านให้อยู่กับมันได้ แต่เมื่อผมมองลงไปให้ลึกกว่าเดิม ก็เกิดคำถามตามมา ว่าพวกเขาเหล่านั้นเขียนหนังสือหนึ่งเล่มให้เสร็จภายในวันดียวหรือไม่ แน่นอนว่าคำตอบคือไม่ใช่ ผมเลยคิดว่าการเขียนหนังสือคงเหมือนกับการหยอดออมสินหมูตัวใหญ่ สมมติว่าถ้าผมเขียนบันทึกวันละหนึ่งแผ่น ครบหนึ่งปีผมก็จะมีบันทึกสามร้อยหกสิบห้าแผ่นอยู่กับตัวเอง สมมติต่อว่าผมยังไม่ทุบเจ้าหมูออมสินตัวนี้และยังคงตั้งตาหยอดเหรียญลงไปทุกวันๆ เมื่อเวลาผ่านไปผมก็จะมีบันทึกที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ผมเลยไม่ทึ่งในความสามารถของบรรดานักเขียนชื่อดังอีกต่อไป เวลาที่จะเขียนอะไรขึ้นมาแต่ละครั้ง ผมมักจะสร้างตัวแปรขึ้นมาด้วยเสมอ และนั่นมันทำให้ผมไม่ได้ลงมือเขียนสักที ตัวแปรที่ผมเจอบ่อยที่สุดและผมคิดว่าตัวมันใหญ่ที่สุด ก็คือความกลัว กลัวไม่มีเวลาเขียน กลัวเขียนไม่จบ กลัวเขียนไปได้ครึ่งทางแล้วตันความคิด ที่สำคัญคือกลัวไม่มีคนอ่าน ใช่..ผมคิดว่าถ้าไม่มีคนอ่านแล้วผมจะเขียนขึ้นมาทำไมและเพื่ออะไร เวลาผ่านไปผมก็ได้คำตอบ ถ้าความสุขของนักร้องคือการได้ร้องเพลง หรือความสุขของนักแสดงคือการได้แสดงบทาทที่ท้าทายฉันใด ความสุขของนักเขียนก็คือการได้ลงมือเขียนฉันนั้น ถึงแม้ว่าเพลงที่นักร้องคนนั้นร้องจะไม่ดังหรือบทตัวละครที่นักแสดงคนนั้นเล่นจะไม่ได้โดดเด่นเทียบเท่าตัวละครเอกเลยก็ตาม เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่มีคนอ่านงานของผม แต่ผมก็ยังคงมีความสุข สุขที่ได้ทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำจนเสร็จสิ้น ตัวแปรเรื่องต่างๆ จึงไม่มีความหมายสำหรับผมอีกต่อไป ถึงบรรทัดนี้ ผมได้แง่คิดอะไรหลายๆ อย่างที่จะนำไปปรับปรุงใช้ในการดำเนินชีวิต อย่างหนึ่งก็คือเรื่องตัวแปร การจะทำอะไรสักอย่างนั้นเราไม่ควรกำหนดตัวแปรมาบดบังความคิด หากเราคิดว่าสิ่งนั้นถูกหรือทำแล้วมีความสุขก็ขอให้ลงมือทำมันให้เสร็จสิ้น เพราะถ้าหากเราตั้งตัวแปรที่หนึ่งแล้ว ตัวแปรที่สองสามก็จะตามมาเรื่อยๆ แล้วในที่สุด สิ่งที่เราตั้งใจทำก็จะไม่สำเร็จเสียที ลองย้อนกลับมาตั้งหลักแล้วมองลงไปให้ลึกกว่าเดิม ท้ายที่สุดเราจะพบว่าไม่มีตัวแปรตัวไหนหรอกที่จะสำคัญ มากไปกว่าตัวเราเอง วันนี้ผมออกมายืนข้างหน้าแถว และทำตามความตั้งใจของตัวเองให้สำเร็จได้หนึ่งขั้น จากนี้ไปผมก็จะค่อยๆ เขยิบก้าวออกมาข้างหน้าเรื่อยๆ ถึงแม้จะช้าหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไร กระดาษยังมีให้เขียนอีกตั้งหลายแผ่น เรื่องราวยังมีให้ผมได้ถ่ายทอดอีกเป็นพันๆ เรื่อง ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามไงครับ สุภาษิตไทยเค้าว่าไว้ แล้วผมก็รู้สึกชอบสุภาษิตนี้เสียด้วยสิ |